ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ เครื่องปรับอากาศ

เครื่องปรับอากาศที่ใช้ตามบ้านทั่วไป  มักมีขนาดการทำความเย็นระหว่าง 9,000- 30,000 บีทียู/ชม. (Btu/h)
หรือ 0.75-2.5 ตันความเย็น (1 ตันความเย็น = 12,000 บีทียู /ชม.)

เครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ตามบ้านพักอาศัยทั่วไปคือ เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type)
ตัวเครื่องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

1. ส่วนที่อยู่ภายในห้อง เรียกว่า แฟนคอยล์ ยูนิต (Fancoil Unit)
มีหน้าที่ทำความเย็น ประกอบไปด้วย พัดลมส่งลมเย็น แผ่นกรองอากาศ หน้ากากพร้อมบานเกร็ดกระจายลม

2. ส่วนที่ติดตั้งภายนอกห้อง เรียกว่า คอนเดนซิ่ง ยูนิต (Condensing Unit)
ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกสู่ภายนอก ประกอบไปด้วย คอมเพรสเซอร์ แผงท่อระบายความร้อนและพัดลมระบายความร้อน ทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันด้วยท่อสารทำความเย็น

ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
1. คำนึงถึงการใช้งานหรือวัตถุประสงค์ของห้องต่างๆ
2. คำนวณหาพื้นที่ของขนาดห้องที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
3. เลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศ คือ BTU แล้ว BTU คืออะไร ?

บีทียู (Btu : British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ) โดยความร้อน 1 Btu คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการถ่ายเท ความร้อนออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง (Btu/h) เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12000 (Btu/h) หมายความว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับ อากาศ 12000 Btu ภายใน 1 ชม. แต่โดยทั่วไปในท้องตลาดมักใช้คำว่าบีทียูต่อชั่วโมง

การคำนวน BTU ของเครื่องปรับอากาศ
BTU = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ตัวแปร

ตัวแปรความร้อนแบ่งได้ 2 ระดับ
700 คือห้องที่มีความร้อนน้อย ใช้เฉพาะเวลากลางคืน
800 คือห้องที่มีความร้อนสูง ใช้กลางวันมาก กรณีเพดานสูงกว่า 2.5 เมตร ให้บวกเพิ่มจากเดิม 5%

ทำไมต้องเลื่อก BTU ให้พอเหมาะ ?
BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง
ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัว และที่สำคัญคือ สิ้นเปลืองพลังงาน
BTU ต่ำเกินไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นในห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้
สิ้นเปลืองพลังงาน และทำให้เครื่องเสียเร็ว

เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูงดูยังไง ?
เครืองปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูงมาก ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
จึงควรคำนึงถึงค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยพิจารณาได้จาก

1. ฉลากประหยัดไฟ
ให้ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้ ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเป็นปี
2. ค่า EER (Energy  Efficiency  Ratio)
เป็นค่าแสดงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ
ควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า
EER เท่ากับ 10.6 หรือมากกว่า   *ค่า EER ยิ่งสูงยิ่งประหยัดไฟ

EER = ขนาดทำความเย็น (BTU/hr) / กำลังไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด (วัตต์)

ตอบปัญหาเครื่่องปรับอากาศ